พาไปดู.. ประเพณีแต่งงานจากรอบมุมโลก

SHARE

          การได้สวมใส่ชุดแต่งงานและยืนเคียงข้างคนที่เรารักท่ามกลางพิธีอันศักดิ์สิทธิ์และสักขีพยานมากมายนั้นเป็นที่ปรารถนาของใครหลายๆคน ไม่ว่าจะชาติใดศาสนาใดก็ตาม หลายประเทศในโลกใบนี้มีประเพณีการแต่งงานที่ค่อนข้างแปลกและน่าสนใจ บางพิธีก็เอาไปปรับใช้กับวัฒนธรรมอื่นๆ ตามความเหมาะสม ลองมาค้นหาเสน่ห์แห่งพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ในแต่ละประเทศกันดูดีกว่า บางทีอาจจะทำให้ให้เกิดไอเดียในงานแต่งของคุณก็ได้นะคะ

ประเพณีจีน
          ถ้าพูดถึงประเพณีการแต่งงานของจีนโบราณจริงๆ พ่อแม่จะเป็นฝ่ายที่จัดหาคู่ครองมาให้บุตรของตน หรือเรียกว่าเป็นการคลุมถุงชนนั้นเอง โดยเริ่มจากทางผู้ใหญ่ไปเจรจาสู่ขอหนุ่มสาวที่หมายปองไว้ และให้ซินแสตรวจสอบดวงชะตาความสมพงค์ของกันและกัน เมื่อทุกอย่างตกลงกันแล้วผู้ใหญ่ก็จะเป็นฝ่ายดำเนินการจัดงานแต่ง ร่วมไปถึงเรือนหอด้วย
         เพื่อความเป็นสิริมงคล ก็จะมีการจัดหาชายหนุ่มหญิงสาวมาทำการเตรียมเตียงและอาจจะควบคู่หน้าที่ตอนทำพิธีหวีผมให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวด้วย โดยมีความเชื่อว่าจะได้ครองรักปรองดองกัน ร่ำรวย และมีลูกหัวปีท้ายปี
         เมื่อถึงพิธีขบวนแห่จากบ้านเจ้าสาวมายังบ้านเจ้าบ่าวก็จะตามด้วยพิธีแต่งงานเริ่มจากการสักการะ บูชาฟ้าดิน ถวายสัตย์ปฏิญาณและมอบของขวัญให้กันและกัน สิ่งสำคัญในพิธีคือบ่าวสาวจะมีผ้าคลุมศีรษะซึ่งแสดงถึงการเคารพและปกป้องชีวิตคู่ของคนทั้งสองให้ดำเนินไปอย่างราบรื่น จากนั้นก็เข้าสู้การเลี้ยงฉลอง และอาหารที่เลือกนำมาเลี้ยงแขกก็จะเป็นที่มีชื่อเป็นสิริมงคล อย่างเช่น แอปเปิ้ล แสดงถึงความปลอดภัย สุดท้ายก็จะเป็นการส่งเจ้าบ่าวเจ้าสาวเข้าเรือนหอจากนั้นเจ้าสาว ก็จะกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมเป็นเวลา 3 วันก่อนที่จะกลับมาอยุ่กับเจ้าบ่าวอย่างภาวร และมีพิธีเลี้ยงฉลองที่ยิ่งใหญ่กันอีกครั้ง

ประเพณีอังกฤษ
  ศตวรรษที่ 16 ตอนต้นจนถึงศตวรรษที่ 19 ตอนปลาย งานแต่งงานจะถูกจัดขึ้นโดยพ่อแม่ของหนุ่มสาว ซึ่งบ่าวสาวจะไม่ได้คุ้นเคยหรือสนิทกันเลยจนกว่าจะถึงวันงาน ซึ่งพ่อแม่ของทั้งคู่จะเป็นฝ่ายที่คุยกันไว้แล้ว และจัดการหมั้นหมายให้กับลูกตั้งแต่อายุ 3-7 ปี และดำเนินชีวิตไปกับครอบครัวตามปกติ มีโอกาสให้คู่บ่าวสาวได้เจอกันบ้างเป็นครั้งคราวตามมื้ออาหารหรือโอกาสพิเศษต่างๆ ซึ่งต่อมาได้มีการต่อต้านการคลุมถุงชน โดยบ่าวสาวหนีตามกันหรือออกไปจัดพิธีงานแต่งงานกันเอง
          ปัจจุบันก็จะมีคู่รักที่จัดงานเรียบๆง่ายๆ ไม่มีพิธีรีตรองอะไรมากเหมือนสมัยก่อน ชาวอังกฤษจะนิยมแต่งกันในช่วงเก็บเกี่ยวถึงคริสมาสต์เพราะถือว่าเป็นช่วงที่อุดมสมบูรณ์นำความมั่งคั่งมาสู่คู่บ่าวสาว ก่อนถึงงานก้ต้องส่งบัตรเชิญให้แขก มีปาร์ตี้สละโสดเจ้าบ่าวเจ้าสาว และที่สำคัญเจ้าสาวจะไม่ยอมใช้นามสกุลของเจ้าบ่าวก่อนพิธีแต่งงานเป็นอันขาด เพราะถือว่าจะนำโชคไม่มีมาสู่คู่บ่าวสาว คู่บ่าวสาวจะนั่งรถ Rolls Royce มาที่โบสถ์ ระฆังโบสถ์จะดังขึ้นทั้งสองก้าวเข้ามาในโบสถ์เพื่อขับไล่ภูตผีปีศาจ ในระหว่างที่คู่บ่าวสาวเดินจะมีข้าวบาร์เลย์มาตามทางขณะเดินเข้าพิธีมีการถ่ายรูปและมีงานเลี้ยงรับประทานอาหารกลางวัน ชาวอังกฤษจะเรียกว่า Wedding Breakfast เมื่อเสร็จพิธีเจ้าสาวจะต้องเดินทางกลับบ้านหลังใหม่หรือบ้านเจ้าบ่าว พร้อมถูกโปรยศรีษะด้วยขนมปังเพื่อความเป็นสิริมงคลและยังมีเด็กสาวค่อยโปรยดอกไม้ทั่วทางเดิน เพื่อบ่งบอกว่าทางเดินของชีวิตคู่บ่าวสาวจะโรบด้วยกลีบกุหลาบปราศจากขวากหนามใดๆ และเจ้าบ่าวจะอุ้มเจ้าสาวผ่านธรณีประตูเพื่อนำความโชคดีมาสู่คนทั้งคู่

ประเพณีฝรั่งเศส
ของฝรั่งเศสจะเน้นเป็นสีขาวตั้งแต่ดอกไม้ ชุดแต่งงานและรวมไปถึงการตกแต่งอื่นๆในบริเวณอีกด้วย ก่อนพิธีเจ้าสาวฝรั่งเศสจะเข้าพิธีอาบน้ำเพื่อชำระล้างสิ่งที่ไม่ดีออก รวมไปถึงความรักควาทรงจำที่ไม่ดีในครั้งก่อนด้วย ในวันแต่งงานเข้าบ่าวจะไปรับเจ้าสาวที่บ้านเพื่อไปโบสถ์ ระหว่างทางจะมีเด็กๆออกมากั้นทางเดินด้วยริบบิ้นสีขาวซึ่งเจ้าสาวจะเป็นคนตัดและเดินผ่าน ภายในโบสถ์จะอบอุ่นไปด้วยความหอมของกลิ่นดอกไม้อย่างโรแมนติกคู่บ่าวสาวจะยืนรับพรจากนักบวชใต้ผืนผ้าเพื่อเป็นการปกป้องทั้งคู่จากภูตผีปีศาจ ขณะที่ออกจากโบสถ์ทางเดินจะปูไว้ด้วยใบเลอเรล เพราะทั้งคู่จะถูกโปรยด้วยด้วยเมล็ดข้าวสาลี ในส่วนของงานเลี้ยงบรรดาแขกจะนำดอกไม้มาแสดงความยินดีแต่คนทั้งสอง เพื่อฉลองการเริ่มต้นชีวิตใหม่ และด้วยเหตุผลเดียวกัน เจ้าสาวฝรั่งเศสมักจะประดับผมด้วยพวกมาลัยหรือมาลัยดอกไม้ หรือไม่ก็หมวกที่จัดทำขึ้นพิเศษในลางกรณี จากนั้นเจ้าบ่าวเจ้าสาวจะดื่มอวยพรกันด้วยแก้วพิเศษมีที่จับอยู่ 2 ข้าง และแก้วคู่นั้นก็จะถูกเก็บไว้เป็นของขวัญให้กับรุ่นต่อไป

ประเพณีเยอรมนี
 ชาวเยอรมันนิยมแสดงออกถึงความขี้เล่นโดยเจ้าสาวมักจะซ่อนตัวเองเพื่อให้ตอนเข้าเจ้าบ่าวจะได้ตามหา ในบางครั้งเจ้าบ่าวเจ้าสาวจะถูกพันธ์ด้วยริบบิ้นสีแดง ก่อนเริ่มพิธีทางศาสนาในโบสถ์ โดยจะทำพิธีทางกฏหมายก่อนเพื่อตอกย้ำสิทธิทางนิตินัย จากนั้นก็ชนแก้วเชมเปญตั้งแต่หัววันและเดินทางต่อไปที่โบสถ์ในช่วงสายๆด้วยรถม้าหรือรถลีมูซีนในปัจจุบัน ญาติใกล้ชิดของทั้งสองฝ่ายจะนั่งหน้าสุด บาทหลวงจะเริ่มดำเนินการโดยนำมือของบ่าวสาวมาประกบกันโดยทั้งสองจะต้องแกล้งหยอกล้อกันว่ามือของใครควรจะอยู่ด้านบนและทั้งสองก็จะคุกเข่าต่อหน้าบาทหลวงโดยที่เจ้าบ่าวจะคุกเข่าทับชายชุดเจ้าสาวเอาไว้ เพื่อแสดงถึงการไม่ให้เจ้าสาวออกนอกลู่นอกทาง ฝ่ายชายจะมาพบฝ่ายหญิงที่ประตูบ้านและเจ้าสาวก็จะมอบรองเท้าและเสื้อที่ถักด้วยตัวเองให้หนึ่งคู่ จากนั้นเจ้าบ่าวจะอุ้มเจ้าสาวผ่านประตูพร้อมกับททานขนมปังชิ้นเล็กๆ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าทั้งสองจะมีชีวิตที่อุดมสมบูรณ์ สไตล์คนเยอรมนีจะไม่ค่อยมีพิธีรีตรองและโรแมนติกสักเท่าไหร่แหวนแต่งงานก็จะเลือกกันแบบเรียบๆ เป็นทองเกลี้ยงที่ทำจากโรงงานฝีมือดี เจ้าสาวจะสวมแหวนหมั้นบนนิ้วนางข้างซ้ายและเปลี่ยนเป็นมือขวาหลังพิธีแต่งงาน
          ส่วนงานเลี้ยงของชาวเยอรมันอาจจะไม่เรียบง่ายเหมือนพิธี เพราะเขาจะเลี้ยงฉลองกันนานถึง 3 วัน โดยเฉพาะวันแรกจะกินเลี้ยงกันทั้งวันทั้งคืนจนถึงเช้า โดยที่บ่าวสาวทั้งสองต้องมีการจ่ายค่าผ่านทางที่โรยและประดับประดาด้วยดอกไม้นานชาติก่อนออกจากงาน

ประเพณีอินเดีย
การแต่งงานของประเทศอินเดียนั้นแสดงถึงการตอบแทนบุญคุณพระเจ้าของเจ้าบ่าว และถือเป็นการล้างบาปหากมีการสร้างครอบครัวเกิดขึ้น พ่อของเจ้าสาวจะมีหน้าที่มอบลูกสาวออกไปในพิธีแต่งงาน หรือ “กานยาดานา” นอกจากนั้นยังมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไป เช่น
– เมเฮนดี คือวันมงคลที่ถูกเลือกจากการดูฤกษ์ยามเจ้าบ่าวเจ้าสาว
– มิไล คือ พิธีที่นำลูกเขยและลูกสะใภ้เข้าบ้าน
– วิวาห์ คือพิธีแต่งงาน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ ว่าที่เจ้าสาวจะได้รับสร้อยคอทองคำ (ทาโม) เปรียบเสมือนการสวมแหวนแต่งงานในพิธีของชาติอื่นๆ เจ้าบ่าวอินเดียจะได้รับการยกย่องให้เป็นเทพเจ้า (วิษณุ) เพราะจะเหมาะสมกับเจ้าสาวที่เป็นของขวัญล้ำค่าที่เทพเจ้าสมควรจะได้รับ ส่วนเจ้าสาวจะเปรียบเสมือนเทพธิดา (ลักษมี) ส่วนชุดแต่งงานและเครื่องประดับจะออกแบบมาให้เจ้าสาวเหมือนเทพธิดา โดยแต่ละท้องถิ่นของอินเดียจะมีพิธีการและการแต่งตัวที่ตกต่างกันไป ส่วนใหญ่ชุดของเจ้าสาวจะอยู่ในรูปของ “ส่าหรี” เครื่องประดับประกอบไปด้วย สร้อยคอ,กำไล,แหวน,แหวนจมูก,กำไลข้อเท้า และแหวนนิ้วเท้า และที่ขาดไม่ได้ของพิธีแต่งงานในอินเดียคือดอกไม้นานาพันธุ์ ถึงแม้ในปัจจุบันเจ้าบ่าวจะเลือกส่วมใสชุดสูท แต่ก็ยังส่วมชุดแบบโบราณกันอยู่โดยเฉพาะทางตอนใต้ของอินเดีย เจ้าบ่าวจะโพกผ้าศีรษะประดับดอกไม้ เพื่อป้องกันเจ้าบ่าวจากสิ่งเลวร้ายโดยสะใภ้จะเป้นคนตกแต่งให้
พิธีการโบราณนั้นเจ้าบ่าวพร้อมกับยาติพี่น้องและเพื่อนๆจะเดินทางไปบ้านของเจ้าสาวด้วยกัน พร้อมกับเต้นรำและร้องเพลงไปตลอดทาง เมื่อถึงที่ครอบครัวหรือญาติฝ่ายเจ้าสาวจะพรมน้ำหอมโปรยกลีบกุหลายเพื่อความเป็นสิริมงคล
           จากนั้นเจ้าสาวและเจ้าบ่าวจะสวมพวงมาลัยให้กันและกันและทั้งสองจะเดินเวียนรอบกองไฟศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมด 7 รอบพร้อมกับสวดมนต์เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการปรองดองจากนั้นก็ก้าวไปทางทิศเหนือ 7 ก้าว โดยภาวนา 7 สิ่งคือ อาหาร,พลานามัย, ความมั่งคั่ง ความสุข ความอุดมพันธ์ พืชผลและสัตว์เลี้ยง และการอุทิศตน เมื่อเสร็จสิ้นเจ้าสาวจะถูกพรมด้วยน้ำมนต์เพื่อชำระล้างบาปในอดีตเพื่อเตรียมความพร้อมไปสู่วันข้างหน้า พิธีสมรสของชาวอินเดียจะสิ้นสุดด้วยการเลี้ยงฉลองในเวลากลางคืน มีทั้งความรื่นเริง การเต้นรำ และที่ขาดไม่ได้คือการก่ีรับประทานอาหารมื้อใหญ่ ซึ่งเจ้าสาวเปลี่ยนหลายชุดเพื่อต้อนรับครอบครัวของเจ้าบ่าวที่นำผลไม้และอาหารมาให้ เมื่อเสร็จสิ้นงานเลี้ยง พี่ชายของเจ้าบ่าวก็จะโปรยกลีบดอกไม้ให้กับคู่สมรสตลอดทาง เพื่อขจัดสิ่งชั่วร้าย

ประเพณีอิตาลี
ประชาชนคนอิตาลีส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ นิกาย โรมันคาทอลิก นอกจากนี้ก็ยังมีโปรแตสแตนท์ และมุสลิมก็มีอยู่บ้าง แต่การแต่งงานของชาวอิตาลีจะเน้นเรื่องอาหารเป็นหลัก อาหารที่นิยมใช้และสื่อความหมายถึงความโชคดีก็จะประกอบด้วยขนมปังเกลียวทอดโรยแป้งและน้ำตาลที่เรียกว่า ‘Bow ties’ และลูกอมอัลมอลด์ ‘Confetti’ ซึ่งแสดงถึงความหวานชื่นดังน้ำตาลในชีวิตแต่งงาน บางครั้งก็เสิร์ฟด้วยเนื้อลูกหมูหรือเนื้อลูกแกะย่าง พร้อมกับพาสต้าสองจานตามด้วยผลไม้นานาชนิด ถือว่าเป็นอาหารสำคัญในงานแต่งที่สื่อถึงความโชคดีเช่นกัน เค้กแต่งงานของชาวอิตาลีจะพิเศษกว่าชาติอื่นๆ จะเป็นเค้กชิ้นใหญ่ที่ทำจากคุ้กกี้อิตาลี และมีธรรมเนียม Cookie dance ซึ่งเจ้าบ่าวเจ้าสาวจะชวนแขกมาเต้นรำจากหน้าประตูจนถึงที่วางเค้ก และถึงจะหยิกไปทานได้ แต่ถ้าแขกที่ไม่ได้เต้นก็ไม่สามารถทานได้เช่นกัน
           ชาวอิตาลีไม่นิยมจัดงานในช่วงพฤษภาคมและสิงหาคมเพราะถือว่าเดือนพฤษภาคมเป็นเดือนของพระแม่มารี และเดือนสิงหาคมจะนำความเจ็บป่วยและป่วยมาให้ ในทางตรงข้ามกันวันอาทิตย์ของชาวอิตาลีเป็นวันที่เป็นสิริมงคลที่สุดของสัปดาห์ การแต่งงานของชาวอิตาลีหลายคุ่จะให้ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายเป็นคนจัดการให้ โดยผู้ใหญ่ของเจ้าบ่าวจะต้องเดินทางไปพบกับพ่อของเจ้าสาวและทำการขอลูกสาว ในพิธีช่วงเช้าเจ้าบ่าวของชาวอิตาลีจะต้องพกเหล็กชิ้นหนึ่งติดตัวด้วยความเชื่อที่ว่าจะสามารถผลัดความชั่วร้ายออกไปได้ ส่วนเจ้าสาวจะมีผ้าคลุมหน้าเพื่อป้องกันคำนาจความชั่วร้าย และบ่งบอกถึงความบริสุทธิ์ของเจ้าสาว ส่วนหนึ่งของการแต่งงานสำหรับชาวอิตาลีคือการทำให้เหยือกหรือแก้วแตก เพื่อบอกว่าเจ้าบ่าวเจ้าสาวจะครองรักกันเป็นเวลากี่ปีโดยนับจากเศษแก้ว สุดท้ายทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวจะปล่อยนกพิราบสีขาวให้เป็นอิสระเพื่อเป็นฤกษ์ที่ดีในการใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข และที่ขาดไม่ได้คือปาร์ตี้จะจัดขึ้นในตอนค่ำ ระหว่างงานเลี้ยงนอกจากร่วมรับประทานอาหารและดื่มไวท์แล้ว เจ้าสาวจะดำเนินการตามขนบธรรมเนียมประเพณีคือการเดินเวียนถุงผ้าซาตินไปรอบๆงานเลี้ยง เพื่อให้แขกหย่อนซองเงินลงไป เช่นเดียวกับเจ้าบ่าวที่ต้องตัดเน็คไทออกเป็นชิ้นๆ เพื่อประมูลขายให้แขก เพื่อน้ำเงินไปฮันนีมูล จากนั้นบ่าวสาวก็จะขับรถที่ถูกประดับประดาด้วยดอกไม้ทั้งคันออกไปด้วยกันเป็นการ

ประเทศญี่ปุ่น
งานแต่งงานของชาวญี่ปุ่นก็จะจัดเลี้ยงใหญ่โตไม่แพ้งานแต่งฝั่งยุโรปเช่นกัน เจ้าสาวจะแต่งตัวสวยงามหรูหรา และจัดให้เปลี่ยนชุดในหนึ่งวันไม่ต่ำว่า 3-4 ชุด สถานที่และเสื้อผ้าจะตกแต่งไปด้วยสีแดงซึ่งเชื่อว่าเป็นสีของความเป็นสิริมงคล แขกที่มาแสดงความยินดีมักจะส่งของขวัญมาให้ล่วงหน้าก่อน หรืออาจจะนำมาให้ด้วยตัวเองในวันงาน ธรรมเนียมการให้เงินสดในงานแต่งของญี่ปุ่นเรียกว่า “โกชูกิ” (Goshugi) อาหารชั้นดีจะถูดนำมาเสิร์ฟระหว่างพิธีเต็มไปด้วยการชนแก้วและการกล่าวบนเวที อีกประเพณีที่น่าสนใจของชาวญี่ปุ่นคือ การนำเป็ดและห่านมาเป็นส่วนหนึ่งในพิธีการของเจ้าสาว แสดงถึงความสมบูรณ์ในการมีบุตรธิดา และระหว่างพิธีแต่งงานเจ้าบ่าวเจ้าสาวจะทำซึ้งโดยการมองตากันและจิบสาแกจำนวน 9 ครั้ง เมื่อครบ 9 ครั้งทั้งสองจะต้องบรรจงวางถ้วยลงบนพื้นให้พร้อมกัน เพราะเชื่อว่าจะเป็นการไม่ให้ใครคนหนึ่งต้องเสียชีวิตไปก่อน
           การแต่งงานแบบ “ชินโต” จะเกิดขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ผลิหรือใบไม้ร่วง คู่แต่งงานจะมีคนกลางในการดำเนินพิธี เพื่อให้เจ้าบ่าวเป้นที่ยอมรับเข้าสู่ครอบครัวฝ่ายหญิงและเจ้าสาวสู่ครอบครัวฝ่ายชาย หลังจากนั้นจะเป็นพิธีการสวมแหวนแต่งงานและการดื่มสาเกเพื่อเฉลิมฉลองการสมรส

ประเพณีเกาหลีใต้
 ปัจจุบันผู้หญิงและผู้ชายในเกาหลีจะสามารถเลือกคู่ครองของตนเองได้ แต่ยังมีคุ่แต่งงานอีกกว่าครึ่งที่ใช้บริการพ่อสื่อแม่สื่อโดยครอบครัวฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิงจะนำรูปหรือประวัติลูกของตนไปให้ พร้อมแสดงเจตนาว่าอยากให้ลูกมีคู่ครองแบบไหน แล้วพอ่สื่อแม่สื่อก็จะเสาะหามาให้ตามความเหมาะสม ฝ่ายหญิงจะสวมชุดยาวสีสดใสแขนเสื้อเป็นสีขาวและมีการแต้มสีแดงเป็นจุดบนแก้มสองข้างเพื่อชับไล่สิ่งไม่เป็นมงคลออกไป
           ตามธรรมเนียมเก่าแก่ของเกาหลีแล้ว งานแต่งจะจัดขึ้นที่สนามหญ้าหน้าบ้านของเจ้าสาว ส่วนเจ้าบ่าวจะเดินทางมาด้วยม้าแล้วนำเจ้าสาวใส่เกี้ยวกลับไป โดยการเดินทางจะต้องผ่านที่จุดไฟด้วยตะเกียวมือถือกลับไปที่บ้านของพ่อแม่เจ้าบ่าวในหลังคืนวันแต่งงาน ในพิธีเจ้าสาวจะสวมมงกุฏ “โชทูริ” ที่ร้อยด้วยลูกปัดและดอกไม้ และสวม “โชโกริ” เป็นเสื้อแจ๊คเก็ตแบบสั้นที่มีแขนเสื้อยาวทับลงบน “ชิมา” กระโปรงยาวที่ต้องสวมให้อยู่สูงเหนือเอว และสวมรองเท้ารูปทรงเหมือนเรือที่ทำมาจากผ้าไหมกับถุงเท้าผ้าคอตตอนสีขาว ส่วนเจ้าบ่าวจะสวมเสื้อแจ็คเก็ต “ชิโกริ” กางเกง “พาจิ” และเสื้อคลุม “ทูรุมากิ” รวมทั้งผ้าพันหน้าอกและสวมหมวกสีดำ “โมจา” สิ่งมงคลในงานแต่งงานของคนเกาหลีคือเป็ดและนกกระเรียน หมายถึง ชีวิตคู่ที่มีความสุขและยืนยาว

ไม่ว่าจะประเทศไทยไหน ทวีปไหน ก็จะมีขนบธรรมเนียมประเพณีของแต่ละชาติแตกต่างกันไป พิธีการอาจจะมีเปลี่ยนแปลงไปบ้างตามความเหมาะสมของช่วงเวลา แต่ก็ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ประเพณีของประเทศตัวเองกันเอาไว้ และปฏิบัติกันมาจนถึงในยุคปัจจุบัน

ขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือขออภัย… มือใหม่หัดแต่ง
ขอบคุณรูปจาก Pinterest