เมืองไทยอะไรก็เกิดขึ้นได้ เมื่อรัฐเรียกเก็บภาษีจาก “สินสอด” งานนี้วิวาห์ดาราจะอ่วมไหม

SHARE

           เพิ่งเริ่มปี 2560ไปได้ไม่เท่าไหร่เราก็จะเห็นข่าวแต่งงานจากดาราคู่รักหลายๆคู่ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่คนทั่วไปให้ความสนใจอยู่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องสินสอด เรียกได้ว่าแต่ละคู่ขนสินสอดมาไม่ธรรมดากันเลยทีเดียว แต่ต่อจากนี้ก็ต้องมีหนาวๆร้อนๆกันบ้างละคะ เพราะล่าสุดรัฐบาลได้ออกประกาศใช่พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฏากร (ฉบับที่ 40) พ.ศ.2558 หรือที่เรียกว่า “ภาษีการรับให้” ที่ออกมาควบคู่กับพ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก พ.ศ.2558 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

             โดยงานวิวาห์ที่ผ่านไปได้ไม่นานอย่างหนุ่ม เชน ธนา ลิมปยารธะ ที่นำสินสอดมูลค่า 168 ล้านบาท พร้อมทรัพย์สินอีกมุลค่า 5,000,000 บาท ไปสู่ขอ เจมส์ กณิการ์ ภูศรี และอีกคุ่อย่างหนุ่มเพชรจ้า วิเชียร ดุศลมโนชัย พร้อมสินสอดกว่า 28 ล้านบาท ไปแต่งสาวนิวเคลียร์ ตามที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติฉบับแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัฐฎากร(ฉบับที่ 40) พ.ศ.2558ได้ระบุไว้ว่า
● บุคคลธรรมดาที่ได้รับรับเงินจากการอุปการะหรือจากการให้โดยเสน่หาจากบุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส
● บุคคลที่ได้รับเงินจากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา หรือการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี จากบุคคลอื่นซึ่งมิใช่บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส

ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษี สังหาริมทรัพย์ทุกประเภทที่สามารถคำนวณเป็นเงิน
เงินที่ได้รับการยกเว้น ● เงินที่ได้รับจากการอุปการะหรือจากการให้โดยเสน่หาจาก บุพการี ผู้สืบสันดาาน หรือคุ่สมรส เฉพาะเงินได้ในส่วนที่ไม่เกิน 20 ล้านบาทตลอดปีภาษีนั้น
 เงินที่ได้รับจากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยาหรือจากการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธีหรืตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี จากบุคคลซึ่งไม่ใช่บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคุ่สมรส เฉพาะเงินได้ในส่วนที่ไม่เกิน 10 ล้านบาทตลอดปีภาษีนั้น
อัตราภาษี ร้อยล่ะ 5% ของมูลค่าทรัพย์สินที่ได้รับเกิน 20 ล้านบาท หรือ 10 ล้านบาท
สรุปโดยง่ายๆเลยก็คือสินสอดที่มีมูลค่าเกิน 10 ล้านบาท หรือ 20 ล้านบาท จะต้องเสียภาษี 5% ให้แก่กรมสรรพากร ถ้าลืมก้จะมีดอกเบี้ยปรับตามมาอีก 1เท่า พร้อมเงินที่เพิ่มในอัตรา 1.5% ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ดอกเบี้ยก็จะวิ่งไปทุกเดือนๆจนกว่าจะเสียเงินภาษีที่ต้องจ่าย งานนี้ก็ต้องดูกันต่อไปละคะว่าใครจะเสียมากเสียน้อย แต่ที่แน่ๆนับจากนี้ก็คงต้องคิดหน้าคิดหลังกันมากขึ้นแน่นอน