การแต่งงานตามประเพณีจีน (ตอนที่ 1)

SHARE

ก่อนแต่ง
             ความสำคัญของพิธีแต่งงานแบบจีนอยู่ที่ฤกษ์การรับตัวเจ้าสาว ซึ่งพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายจะนำดวงของคู่บ่าวสาวไปให้ซินแสตรวจและหาฤกษ์ให้ และเมื่อได้ฤกษ์มาแล้ว ก็ถึงเวลาที่ครอบครัวของทั้งสองฝ่ายจะต้องตระเตรียมงานพิธีเมื่อตกลงจะแต่งงานกัน ฝ่ายชายจะเอาดวงของคู่บ่าวสาวไปให้ซินแสทำการ ซึ้งเมี้ย ผูกดวง หลังจากนั้นฝ่ายชายก็ทำการ ทงใจ๋ คือส่งข่าวรายละเอียดของฤกษ์ยามต่างๆ เช่น ฤกษ์สระผม ตัดผม จะมีฤกษ์ ตัดชุด ฤกษ์ตัดผม ฤกษ์ปูเตียง ฤกษ์สวมแหวน ฤกษ์รับตัว ฤกษ์ส่งตัว ว่าวันไหนเป็นวันไหน เวลาไหนฯ

             และก่อนที่เข้าถึงเรื่องพิธีแต่งงาน สิ่งที่ ซิงนึ้ง (เจ้าบ่าว) ซิงเนี้ย(เจ้าสาว) ต้องจัดเตรียม ของออกเรือนที่จำเป็นของเจ้าสาว เพื่อกันครหาว่ามาแต่ตัว ดังนั้นเจ้าสาวจึงต้องมีการเตรียมของใช้ไปบ้าง

             ในวันออกเรื่องนั้น เจ้าสาวจะจัดเตรียมเสื้อผ้าชุดใหม่ใส่ไว้ให้เต็มกระเป๋า ไว้สำหรับใส่รับชีวิตใหม่กับว่าที่เจ้าบ่าว แถมด้วยหีบใส่เครื่องเพชรเครื่องทอง ติดแผ่นหัวใจสีแดง ที่ได้รับของขวัญจากพ่อแม่ รวมทั้งของใช้
ซึ่งของใช้ทั้งหมดต้องเป็นของใหม่ เป็นสีแดงหรือสีชมพูก็ได้ และทุกอย่างต้องจัดเป็นคู่ ประกอบไปด้วย
ถังน้ำสีแดง , กระโถน ,กระจก, กรรไกร ,เข็ม, ด้าย ,ถาดกะละมังสีแดง , เครื่องนอน 1 ชุด ประกอบด้วย หมอนข้าง 1 คู่, หมอนหนุน 1 คู่ ,ผ้าปูที่นอน,ผ้าห่ม ,หวี่ 4 เล่ม เพื่อความเป็นมงคลและยังหมายถึง มีเงินทองไหลมาเทมา เอี๊ยมแต่งงานสีแดงผืนเล็ก (ใช้ประกอบพิธีเท่านั้น เอี๊ยมจะปักอักษรจีนอ่านตามภาษแต้จิ๋วว่า แป๊นี้ไห่เล่า หมายถึง อยู่กินกันจนแก่เฒ่าถึงร้อยปีและจะปักภาพกิเลนและมังกรเพื่อความเป็นเสิรมงคล) ต้นเมียหลวงหรือต้น ชุงเฉ้า (มีลักษณะคล้ายกับต้นกุยช่าย) พัดจีนสีแดง (ไว้ให้เจ้าสาวถือ)

            

 

             นอกจากนี้ทางฝ่ายเจ้าสาวจะต้องเตรียมกล้วยโดยยกมาทั้งเครือเขียวๆ ถ้าได้จำนวนหวีเป็นเลขคู่ก็ถือว่ายิ่งดี และถ้าได้ลูกแฝดด้วยก็ถือว่าดีมาก เมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้ให้เอากระดาษสีแดงพันก้านเครือและติดตัวหนังสือ ซังฮี่ บนเครือกล้วย โดยฝ่ายชายจะเป็นผู้เอากลับเมื่อทำพิธีสู่ขอเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฝ่ายหญิงจะต้องเตรียมส้มเช้ง จำนวนคู่ ติดซังฮี่ด้วยเช่นกัน และต้องคืนขนมแต่งที่ฝ่ายชายให้มาซึ่งจะคืนให้ไปครึ่งหนึ่ง

             ในคืนก่อนวันงาน ก็จะมีการอาบน้ำใบทับทิม เพื่อคว่ามเป็นสิริมงคลและปัดเป่าชำระสิ่งชั่วร้ายไปให้หมด จากนั้นจะสวมชุดใหม่และนั่งลงให้หญิงที่มีชีวิตคู่ที่สมบูรณ์พูนสุข หวีผมให้พร้อมกับกล่าวคำอวยพร

เครื่องขันหมากของเจ้าบ่าว
             เมื่อถึงวันหมั้นเครื่องขันหมากบองเจ้าบ่าวจะยกมายังบ้านของเจ้าสาวพร้อมกับสินสอดทองหมั้น ซึ่งเครื่องขันหมากที่เจ้าบ่าวเตรียมมาให้นั้นทางบ้านเจ้าสาวต้องเก็บไว้ครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งหนึ่งคืนให้บ้านเจ้าบ่าวไป พร้อมกับส้มเช้งติดตัวซังฮี่ที่จัดเป็นคู่กันกับเอี๊ยมแดงเสียบปิ่นทอง เช้าในวันส่งตัวฝ่ายเจ้าบ่าวจะมีการคืนปิ่นทองให้เจ้าสาวเสียบผมต่อออกจากบ้าน นอกจากส้มเช้งแล้วยังมีกล้วยที่ฝ่ายเจ้าสาวให้ฝ่ายเจ้าบ่าวกลับไปเป็นนัยวั่า จะได้มีลูกหลานวานเครือสืบสกุล

             เมื่อเสร็จจากระบวนพิธีขันหมาก เจ้าบ่าวเจ้าสาวก็จะรอฤกษ์สวมแหวนหมั้นต่อหน้าญาติผู้ใหญ่ จากนั้นผู้ใหญ่ให้ศีลให้พร เชิญแขกกินเลี้ยง จบอีกหนึ่งพิธี

วันออกเรือน
             ก่อนถึงฤกษ์ส่งตัว เจ้าสาวจะแต่งหน้าหน้าทำผมสวยที่สุดในชีวิต แม่เจ้าสาวจะประดับปิ่นเงินปิ่นทอง และใบทับทิมที่ผม เมื่อแต่งตัวเสร็จแล้วก็จพาไปไหว้ฟ้าดิน ไหว้เจ้าที่และบรรพบุรุษ ก่อนจะไปรับประทานอาหารกับครอบครัว ซึ่งมื้อนี้คุณแม่จะคีบอาหารป้อนลูกสาว พร้อมทั้งกล่วงคำมงคลของอาหารแต่ละชนิด

อาหารมงคล
ปลา ภาษาจีนเรียกว่า “ฮื้อ ” หรือ “ชุ้ง” แปลได้อีกอย่างหนึ่งว่าเหลือ สื่อถึงคำมมงคลว่า อู่ฮู้-อู่ชุ้ง คือมีเหลือกินเหลือใช้

ผักกู้ช่าย (หรือผักกุ่ยช่าย) สื่อความหมายว่าจะได้อยู่กันไปนานๆ เพราะกู้แปลว่า นาน

ผักเกาฮะไฉ่ คำว่า “เกาฮะ” สื่อหมายถึง เซียนฮั่วฮะ ซึ่งเป็นเซียนคู่ที่รักกันมาก กินผักเกาฮะไฉ่ สื่อความหมายว่าจะได้รักกันเหมือนเซียนคู่นั้น

ตับหมู ไส้หมู กระเพาะหมู ภาษาจีน เรียกว่า “กัว” “ตึ้ง” “โต้ว” และเมื่อเรียกรวมกันจะเป็นภาษามงคล คือ ” อั่วตึ๊งอั่วตั๊ว” หมายความว่า เปลี่ยนให้ดียิ่งขึ้น

หมู เป็ดไก่ เป็นของไหว้เจ้าถือว่าเป็นของมงคลอยู่แล้ว

             เมื่อได้ฤกษ์ เจ้าบ่าวมารับเจ้าสาวที่บ้านโดยมีญาติๆคอยต้อนรับด้วยน้ำชาและขนมอี๊ (ขนมสาคูเม็ดใหญ่สีชมพู) ถึงตอนนี้ เจ้าสาวไม่ต้องทำอะไร นอกจากนักถือพัดสีแดงรอเจ้าบ่าวอยู่ในห้อง และรอจนกว่าเจ้าบ่าวและเถ้าแก่จะผ่านประตูเงินประตูทอง ด้วยอั่งเปา และมอบช่อดอกไม้ ให้กับเจ้าสาวเมื่อเข้าไปอยู่ในห้องแล้ว แต่มีข้อห้ามว่า ให้ให้คนที่เกิดปีชงกับเจ้าสาวอยู่ในงานด้วย ต้องให้รอจนกว่าจะถึงพิธีงานเลี้ยงเย็น เมื่อเข้ามาในบ้านเจ้าบ่าวแล้วนั้น ฝ่ายเจ้าบ่าวก็จะพาไปไหว้บรรพบุรุษ ไหว้ฟ้าดิน ไหว้เจ้าที่ หรือเรียกว่า จูเอี๊ย ไหว้เทพเจ้าเตาไฟ ซึ่งอยู่ในครัว และไหว้บรรพบุรุษของเจ้าสาว หรือถ้าหากปู่ย่าตายายของเจ้าสาวยังมีชีวิตอยู่ก็ต้งไหว้กับท่าน เพื่อบอกกล่าวให้ท่านทราบว่าบัดนี้เจ้าสาวกำลังไปจากครอบครัวเพื่อสร้างครอบครัวใหม่แล้ว

             เมื่อเจ้าบ่าวมารับตัวเจ้าสาวแล้วทั้งคู่ก็จะนั่งกินขนมอี๊สีชมพูด้วยกัน เมื่อทานขนมเสร็จแล้วจึงกราบลาพ่อแม่ เพื่อไปขึ้นรถแต่งงานในขบวนรถแต่งงาน ทางบ้านเจ้าสาวก็จะเตรียมข้าวของเครื่องใช้ เช่น สบู่ ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า และที่สำคัญต้องมีญาติหนุ่ม เป็นพี่ชายน้องชาย หรือหลานชายก็ได้ ถือตะเกียงจุดสว่างนำทางเพื่อเป็นเคล็ดว่า ให้คู่สามีภรรยามีลูกชายสืบสกุล ซึ่งอาจจะนั่งรถคนเดียวกับเจ้าสาวก็ได้ แต่ในการนี้พ่อเจ้าสาวต้องเป็นคนจูงเจ้าสาวขึ้นรถพร้อมกับกล่าวคำอวยพร และพรมน้ำใบทับทิมไปด้วยว่า ขอให้น้ำศักดิ์สิทธิ์ นี้เปลี่ยนคุณหนูให้เป็นคุณหญิง และก่อนที่จะนำเจ้าสาวเข้าบ้านถ้าหาว่าเจ้าสาวมีประจำเดือน ก็ต้องก้าวข้ามกระถางที่จุดไฟไว้ จึงจะเข้าบ้านได้ แต่ถ้าหากเจ้าสาวไม่มีประจำเดือนก็ไม่เป็นไร

เมื่อถึงบ้านเจ้าบ่าว
             ญาติผู้ชายของฝ่ายเจ้าสาวก็จะนำตะเกียงไปวางไว้ในห้องนอนพร้อมทั้งจุดทิ้งไว้ ตลอดคืน ถ้าจะให้ดีนั้นควรจุดทิ้งไว้ 3 คืน แต่ถ้าเกรงเรื่องความปลอดภัยอาจจะมีการใช้ตะเกียงไฟฟ้าหรือตะเกียงแบบใส่ถ่านก็ได้เช่นกัน เมื่อหมดขั้นตอนนี้ทางญาติเจ้าบ่าวก็จะมีการให้อั่งเปาแก่ญาติผู้ชายของฝ่ายเจ้าสาว ในทันทีเมื่อเข้ามาถึงในบ้าน เจ้าบ่าวเจ่้าสาวจะทำพิธีไหว้ฟ้าดินเช่นเดียวกับ บ้านเจ้าสาว เพื่อเป็นการบอกกล่าวว่าทั้งคู่ได้แต่งงานกันแล้ว

ฤกษ์ปูเตียง
             ควรเป็นผู้ใหญ่ที่อยู่กินด้วยกันมานาน และมีการแต่งงานที่ถูกต้องตามธรรมเนียมประเพณี มีศีลธรรมและมีลุกหลานดีมีความเจริญมั่งคง ให้มาปูเตียงให้ เมื่อปูเตียงเสร็จแล้วจะมีการนำส้มวางมุมเตียง (วางบนที่นอน) อย่างละ1 ผลและ 4ผลวางไว้ในจานหือนในตระกร้า ที่มีตัว ซังฮี่ แปะอยู่ นำไปวางไว้บนกลางเตียง พร้อมกับใบทับทิมยอดอ่อนสีแดงวางเอาไว้จนถึงวันแต่งงาน

ยกน้ำชาคารวะผู้ใหญ่
             เมื่อถึงเวลารุ่งเช้าแล้ว เมื่อแขกเหรื่อเริ่มทยอยมาที่บ้านจนพร้อมหน้า คู่สามีภรรยาใหม่จะต้องทำการ “ชั่งเต๊” หรือยกนำชาให้พ่อแม่สามี และญาติผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าบ่าว โดยทั้งสองจะต้องคุกเข้าลงพร้อมกับรินชาใส่ถ้วยวางบนถาดส่งให้ เมื่อผู้ใหญ่ดื่มชาแล้วก้จะให้ศีลให้พรและเงินทองให้เป็นทุนตั้งตัว ในขั้นตอนนี้บ่าวสาว จะมอบสิ่งของตอบแทนอาจจะเป็นผ้าขนหนูหรือเครื่องเบญจรงค์ก็ได้ เรียกว่าเป็นของรับไหว้ เมื่อเสร็จพิธียกน้ำชาคู่บ่าวสาวจึงกินขนมอี๊อีกครั้ง
– การตั้งโต๊ะกราบไหว้เจ้าที่เจ้าทาง ต้องหันหน้าตามทิศมงคลของเจ้าบ่าว เจ้าสาว และต้องดูตามวันเดือนปีเกิดด้วย
– ยกน้ำชาให้พ่อแม่เจ้าบ่าว โดยเจจ้าบ่าวเจ้าสาว ให้ยกพร้อมกัน จับถาด 2 มือ แล้วก็เรียก อากางอาม่า กินน้ำชา หรือ ชั่งเต้ เสร็จแล้วพ่อแม่เจ้าบ่าว ให้พรและให้ของรับไหว้ เจ้าบ่าวเจ้าสาวให้ของตอบแทน
– ในกรณีที่ญาติฝ่ายเจ้าบ่าวที่แต่งงานแล้ว ก็ให้ยกน้ำชาทีเดียวเลยพร้อมกัน นอกจากนี้ยังมีการยกน้ำชาให้น้องเจ้าบ่าวด้วย 2 ถ้วย เพราะถือเป็นเคล็ดว่า จะมีคู่และถือเป็นการรับตัวเจ้าสาวเข้าบ้าน

             หลังจากนั้นเจ้าบ่าวเจ้าสาวจะรับประทานขนมบัวลอยร่วมกัน เพื่อที่ทั้งคู่จะได้รักใคร่ปรองดอง หวานชื่นเหมือนกับรสชาดและสีของขนม แล้วพอรุ่งเช้าหลังจากวันแต่งงาน เจ้าสาวจะต้องตื่นขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่ลูกสะใภ้ด้วยการยกน้ำล้างหน้าให้พ่อแม่สามี บางครอบครัวอจะให้มีธรรมเนียมนี้ 3 วันหรือบางครอบครัวครัวอาจจะเป็น 12 วัน แล้วแต่จะเลือกกัน

คู่รักใหม่กลับไปเยียมบ้าน
             หลังแต่งงาน 3 วัน7 วัน หรือ 15 วันแล้วแต่ฤกษ์ที่ได้มา ก็ถึงเวลาที่ ญาติผู้ชายของเจ้าสาว จะมารับตัวเจ้าสาวกลับไปเยี่ยมบ้าน หรือเรียกว่า ตึ่งฉู่ เจ้าสาวต้องเตรียมส้ม 12 ผลใส่ถาดติดไม้ติดมือกลับบ้าน โดยมีน้องชายของเจ้าสาวมารับและเตรียมส้ม 12 ผล ใส่ถาดไปด้วย

ที่บ้านของฝ่ายหญิง คู่แต่งงานจะต้องทำพิธี ชั่งเต๊ หรือยกน้ำชาให้กับพ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิง เมื่อยกน้ำชาแล้ว ท่านก็จะให้พรและของขวัญ ส่วนมากจะนิยมเป็นทรัพย์สิน เพื่อให้คู่แต่งงานได้นำเงินไปตั้งตัว จากนั้นก็จะมีการจัดงานเลี้ยงต้อนรับลูกเขย แล้วนำส้มในตะกร้านี้กลับไปวางไว้บนหัวนอน เป็นอันเสร็จพิธีในการกลับบ้าน ส้มที่ได้จากการกลับบ้านเจ้าสาวนี้ให้ทานเฉพาะเจ้าบ่าวเจ้าสาวเท่านั้นเพราะถือเป็นเคล็ดว่าจำให้มีลูกหลานเยอะๆ

สิ่งสุดท้าย ก็คือ คู่บ่าวสาวต้องตอบแทนแม่สื่อตามธรรมเนียม(บ่วยนั้ง) ฝ่ายชายต้องทำหน้าที่ตอบแทนแม่สื่อด้วยขาหมู และเงินเป็นมูลค่า 5 เปอร์เซนต์ของสินสอดที่ให้ฝ่ายหญิง

เครดิตรูป ร้าน Mittaneeyawedding