พิธีแต่งงานทางศาสนา ถึงแม้จะแตกต่างแต่ก็รักจริงเหมือนกัน

SHARE

           เพราะพิธีแต่งงานเป็นเหมือนการประกาศว่า คุณทั้งคู่กำลังที่จะเป็นทองแผ่นเดียวกัน จึงต้องมีประเพณีและพิธีการตามขนมธรรมเนียมที่สืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณเข้ามาเกี่ยวข้อง และพิธีการไหนจะศักดิ์สิทธิ์และเป็นสิริมงคลเท่ากับพิธีการทางศาสนาก็คงไม่มีอีกแล้ว ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นคู่เจ้าบ่าวเจ้าสาวชาติไหนภาษาใดที่มีศาสนาไว้นับถือก็ต้องรวมเอาพิธีทางศาสนาเข้าไว้ในงานแต่งงานของตัวเองด้วย

พิธีทางพุทธศาสนา
           ปัจจุบันการสวมแหวนแต่งงานจะทำกันในพิธีหมั้น และต่อจากงานหมั้นจึงเป็นงานแต่งงาน เดือนที่นิยมจัดงานแต่งงานก็คือเดือน 2,4,6,9 และ 12 สำหรับพิธีแต่งงาน ศาสตราจารย์ พระยาอนุมานราชธนอธิบายว่า ที่จัดทำกันในปัจจุบันโดยเฉพาะกรุงเทพฯ เปลี่ยนเป็นพิธีต่างๆในวันแต่งงานวันเดียวคือ 1. ตอนเช้าพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ และบ่าวสาวตักบาตรเลี้ยงพระ 2. ฝ่ายเจ้าบ่าวนำขันหมากแต่งมาสู่บ้านเจ้าสาว 3. ตอนเย็นประกอบพิธีรดน้ำ 4. ตอนกลางคืนส่งตัวเจ้าสาว

          พิธีแต่งงานจะสิ้นสุดลงก็เมื่อดำเนินมาถึงการส่งตัวเจ้าสาว ซึ่งจะมีพิธีปูที่นอน ผู้ที่ได้รับเชิญมาปูที่นอนจะต้องเป็นคู่สามีภรรยาสูงอายุที่เป็นคนดีมีฐานะ มีลูกที่เลี้ยงง่ายและยังมีชีวิตอยู่ การปูที่นอนก็คือการมาปูที่หลับปัดที่นอน จัดหมอน และนอนพอเป็นพิธีให้เป็นฤกษ์ก่อน เรียกว่าฤกษ์เรียงหมอน โดยฝ่ายชายจะนอนทางด้านขวาของฝ่ายหญิง

พิธีทางศริสต์ศาสนา
           จะเห็นนางเอกฝรั่งเดินลากชายกระโปรมยาวไปจูบพระเอกต่อหน้าคนทั้งมาโบสถ์มาก็มาก เลยมีความรู้สึกว่าพิธีทางคริสต์ศาสนานั้นสุดแสนจะโรแมนติก นั้นก็เป็นความจริงคะ เพราะเขามีธรรมเนียมว่าห้ามทั้งสองฝ่ายพบหน้ากันก่อนเข้าโบสถ์แต่จะไปเจอเจ้าบ่าว เพื่อนเจ้าบ่าว และบาทหลวงในโบสถ์ จะยืนรออยู่หน้าแท่นพิธี โดยมีแม่เจ้าสาวนั่งรออยู่ตรงเก้าอี้แถวหน้าสุด และเมื่อได้เวลา ขบวนของเจ้าสาวก็จะเคลื่อนผ่านประตูโบสถ์ เริ่มตั้งแต่เพื่อนเจ้าสาว เด็กโรยดอกไม้ เด็กถือแหวน โดยมีเจ้าสาวเดินถือช่อดอกไม้มากับผู้เป็นพ่อ หรือสมาชิกคนใดคนหนึ่งในครอบครัว
           การเดินเข้ามายังแท่นพิธี จะต้องมีการบรรเลงเพลงประกอบ เป็นเพลงอะไรก็ได้ที่มีความหมาย หรือเพลงที่ใช้บรรเลงตามธรรมเนียม เมื่อจุงมือเจ้าสาวมาส่งที่หน้าแท่นพิธีแล้ว ทั้งคู่จะต้องให้คำสัญญาต่อหน้าพระผู้เป็นเจ้า จากนั้นจึงแลกแหวน และก็มาถึงขั้นตอนที่สาวๆที่ยังไม่มีคู่ต้องลุ้นกัน เมื่อเจ้าวาวจะต้องโยนช่อดอกไม้ให้ ไม่ว่าใครที่แย่งช่อดอกไม้นั้นได้ ก็ถือว่าคนนั้นจะได้เป็นเจ้าสาวรายต่อไป

           ทางฝ่ายชายจะไม่มีธรรมนียมแบบนี้ เพียงแต่ของที่ใช้โยนจะไม่หวานเท่า เพราะเจ้าบ่าวจะต้องถอดสายรัดถุงน่องของเจ้าสาวออก ก่อนจะโยนให้กลุ่มผู้ชายโสด แน่นอนว่าใครที่ได้ไปก็จะได้เป็นเจ้าบ่าวคนต่อไปเช่นกัน แต่ว่าในความสนุกสนามก็ยังมีความขลังอยู่ เพราะทั้งสองฝ่ายต้องไปพบกับบาทหลวงเพื่อดูว่าทั้งคู่แน่ใจหรือไม่ และก่อนที่ผู้เป็นพ่อจะจูงมือเจ้าสาวเข้าไปในโบสถ์ก็ต้องมีการประกาศให้คำยินยอม ทั้งหมดนี้คือรูปแบบพิธีที่จัดในไทย และเป็นพิธีหลักๆ อันเป็นสากลที่จัดกันทั่วโลก หากเป็นประเทศอื่นก็จะมีรายละเอียดของพิธีแตกต่างกันไป

พิธีอิสลาม
           สำหรับประเพณีการแต่งงานของผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามก็ไม่ได้ต่างจากศาสนาอื่น เพราะจะต้องเริ่มจากการสู่ขอเสียก่อน โดยมีเงื่อนไขในการสู่ขอต้องสู่ขอสตรีที่สามารถแต่งงานด้วยได้เท่านั้นหมายถึงผู้หญิงที่ไม่ได้อยู่ในช่วงสามเดือนแรกของการหย่าร้าง หรือหญิงที่สามีตาย ซึ่งต้องรอจนครบสี่เดือนกับสิบวันก่อนจึงจะสู่ขอได้ รวมถึงหญิงที่มีคนอื่นสู่ขอ และยังไม่ทราบว่าจะให้คำตอบได้อย่างไร เมื่อฝ่ายหญิงตอบตกลงแล้ว ก็ต้องหาวันแต่งงานตามความสะดวก พิธีแต่งงานของชาวมุสลิมนั้นเรียบง่าย เพราะชาวมุสลืมถือว่าการแต่งงานที่ดีที่สุดก้คือการแต่งงานที่ใช้จ่ายและวุ่นวายน้อยที่สุด
           ในวันแต่งงานเจ้าบ่าวจะต้องยกของหมั้นมาที่บ้านเจ้าสาว มีการทำพิธีอะกัด-นิกาฮ์ต่อหน้าสักขีพยาน โดยตัวแทนชายของฝ่ายเจ้าสาวจะเป็นผู้พูดแทนเจ้าสาว จากนั้นจึงมีการอ่านคำภีร์ว่าด้วยการครองเรือนให้บ่าวสาวฟัง ตามด้วยการเลี้ยงน้ำนมบรรดาแขกที่มาร่วมงาน จะเป็นนมวัวหรือนมอะไรก็ได้ เสร็จแล้วจะมีงานเลี้ยงฉลองหรือไม่มีก็ได้แล้วแต่ฐานะของบ่าวสาวก็เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีอะกัด-นิกาฮ์ของชาวมุสลิม

พิธีจีน

            ความสำคัญของพิธีแบบจีนอยู่ที่ฤกษ์รับตัวเจ้าสาว ซึ่งทางพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายจะนำดวงของทั้งคู่บ่าวสาวไปให้ซินแสตรวจและหาฤกษ์ให้ เมื่อได้ฤกษ์แล้วก็ถึงเวลาที่ครอบครัวทั้งสองฝ่ายจะต้องเตรียมงานพิธี ระหว่างนี้ทางเจ้าบ่าวจะต้องให้หญิงหรือชาย ซึ่งมีลูกกดและคู่ชีวิตที่มีชีวิตอยู่มาทำพิธีปูเตียงในห้องหอ ส่วนทางด้านเข้าสาวก็ต้องเตรียมสัมภาระที่จะนำติดตัวไปด้วย เช่น กระเป๋าเดินทาง เซฟไส่เครื่องประดับ หมอถักรูปหงส์มังกรหนึ่งคู่ บางรายอาจจะเพิ่มผ้านวมหรือเครื่องนอนชิ้นอื่นๆ รวมทั้งเสื้อเอี๊ยมเพื่อให้รู้ว่าเป็นเมียเอก

          นอกจากนี้ขนมและผลไม้ต่างๆทุกอย่าง ที่เจ้าบ่าวนำมามอบให้ครอบครัวเจ้าสาวก่อนวันงาน เป็นขนมขันหมากก็ต้องติดกระดาษแดงเป็นตัวอักษรภาษาจีนที่แปลเป็นไทยว่า “ความสุขยกกำลังสอง” สามวันก่อนวันงาน เจ้าสาวสมัยเก่าจะต้องมังหมิ่งเพื่อกันขนที่รกใบหน้าออก ถือเป็นเคล็ดลับเสริมความงามแบบโบราณอย่างหนึ่ง และในคืนก่อนวันแต่งงาน ก็จะอาบน้ำทับทิมและใบเชียงเช่า จากนั้นสวมชุดใหม่และนั่งลงให้หญิงที่มีคู่ชีวิตที่สมบูรณ์พูนสุขหวีผมให้พร้อมกับกล่าวอวยพรไปด้วย และในวันแต่งงาน เจ้าสาวก็จะต้องเสียบปื่นปักผมกับกิ่งทับทิมเพราะเชื่อว่ากิ่งทับทิมจะช่วยให้คนรักใคร่เอ้นดูและหมาถึงสาวบริสุทธิ์
           เมื่อถึงเวลาที่เจ้าบ่าวมารับตัวเจ้าสาว เจ้าบ่าวจะต้องนำหมูดิบมามอบให้กับแม่เจ้าสาว แทนยาบำรุงที่ท่านอุส่าห์ตั้งท้องเจ้าสาวมา เมื่อเจอเจ้าสาวแล้วทั้งคุู่ก็ต้องผ่านด่านของผู้ที่มากั้นประตู และแจกอั่งเปาเสียก่อน แล้วถึงจะจุงมือกันลงมที่ห้องทำพิธีข้างล่างได้ ถึงตอนที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวจะต้องไหว้ฟ้าดิน ไหว้เจ้าที่ หรือที่เรียกว่าตี่จูเอี๊ย ไหว้เทพเจ้าเตาไฟ ซึ่งอยู่ในครัว และไหวบรรพบุรุษของเจ้าสาว
           เมื่อเสร็จพิธีททางบ้านเจ้าวาว ก็มาถึงตอนที่เจ้าสาวจะต้องนั่งรถไปกับเจ้าบ่าว พร้อมด้วยคนถือตะเกียงซึ่งจะต้องเป็นญาติผู้ชายของฝ่ายหญิง รวมทั้งคนหาบขนม พ่อเจ้าสาวจะต้องจูงเจ้าสาวขึ้นรถ พร้อมกล่าวอวยพรและพรมน้ำทับทิมไปด้วย สามวันหลังจากแต่งงาน น้องชายของภรรยาจะต้องมีหน้าที่ไปรับคู่แต่งงานใหม่กลับมาเยี่ยมและรับประทานอาหารที่บ้าน
           นี่คือสรุปเคล็ดพิธีของแต่ละชาติแต่ละศาสนาอย่างย่อค่ะ ซึ่งบางแห่งก็มีรายละเอียดที่แตกต่างกันไปตามท้องถิ่นและความเชื่อส่วนตัวแต่ละคน แต่ไม่ว่าจะพิธีของชาติไหนภาษาใดก็คงหนีไม่พ้นความจริง นั่นคือการแสดงความตกลงปลงใจระหวานคนสองคน ต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่าพวกเขารักและพร้อมจะใช้ชีวิตคู่ไปด้วยกันแล้ว

ขอบคุณข้อมูลจาก คู่มือเตรียมงานวิวาห์ เพื่อความพร้อมของเจ้าบ่าวเจ้าสาวมือใหม่
เครดิตรูปจาก Buddy’s Wedding