ทรัพย์สินเงินทอง.. เรื่องสำคัญหลังแต่งงานที่เจ้าสาวควรรู้

SHARE

           เรื่องเงินๆทองๆ แม้หลายคนจะบอกว่าเป็นคนละเรื่องเดียวกันกับความรักความเข้าใจ ที่หากพูดออกไปแล้วจะทะเลาะและเสียความรู้สึกกันได้ ก็ไม่ได้แนะนำให้เจรจากันอย่างเป็นทางการหรอกค่ะ เพียงแต่ต้องการให้ว่าที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวเข้าใจว่าเมื่อแต่งงานจดทะเบียนสมรสกันเมื่อไหร่ มันมีผลผูกพันธ์กับเรื่องทรัพย์สินเงินทองขึ้นมาทันที และเรื่องที่ว่านั้นมันมีอะไรที่ควรรู้ไว้บ้าง เพื่อที่ว่าจะได้บริหารจัดการได้เป็นอย่างดี ไม่มีข้อถกเถียงให้ขัดใจกัน

เรือนหอรอรัก

           การซื้อบ้านไว้ใช้เป็นเรือนหอ ต่อให้ซื้อด้วยเงินร่วมกันถ้าซื้อไว้ก่อนแต่งงานจะอนุมานเป็นสินสมรสได้ ก็ต้องอาศัยเอกสารเป็นหลักฐานเพื่อความชัดเจนในโฉนดที่ดิน ถ้าซื่อกันหลังแต่งก็จะถือว่ามีส่วนแบ่งคนละครึ่งในฐานะสินสมรส ถ้าพ่อแม่ยกที่ดินละบ้านให้แต่ไม่ได้ใส่ชื่อให้ครบ ก็จะจบลงตรงชื่อที่อยู่ในโฉนดคือเจ้าของโดดๆคนเดียว

ของขวัญแต่งงาน

           ไม่ว่าจะเปิดกล่องหรือแกะซองของขวัญกันตอนไหน สิ่งที่ได้มาเป็นการที่ทั้งสองฝ่ายจะได้รับร่วมกัน และทำให้สถานะของทรัพย์สินเป็นสินสมรส ทีนี้อาจะมีข้อสงสัยว่าเช็คที่แขกร่วมงานเซ็นมาให้ ระบุว่าสั่งจ่ายให้เจ้าสาวเท่ากับว่าจงใจเจตนาจะให้คนเดียวหรือเปล่า ทำไมไม่ใส่ชื่อเจ้าบ่าวด้วย จะว่าไม่รู้ก็คงไม่ได้เพราะการ์ดแต่งงานก็มีชื่อทั้งสองเด่นชัด กรณีแบบต้องหาจุดลงตัวให้ไดเ โดยเห็นว่าน่าจะเป็นสินสมรสของทั้งสองฝ่ายด้วยเหตุผลเดิมๆ ที่ว่าเข้าให้ในงานแต่งงาน ไม่ได้ให้เพื่อแสดงความยินดีที่หลุดจากคานเป็นการส่วนตัว
           บางรายให้ของขวัญไว้ก่อนวันงานเพราะติดธุระไม่สามารถมาร่วมงานได้ แม้ยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส การให้นั้นก็ทำให้เป็นสินส่วนตัวของคนที่รับไว้ เพราะเป็นการในเนื่องในโอกาสแต่งอีกนั่นแหละ เว้นแต่เน้นให้เป็นส่วนตัวเท่านั้นจึงค่อยเป็นสินส่วนตัวไป

รายได้หารสอง

           ใครมีปัญหาเงินได้มากกว่ากัน ไม่ทำให้สิทธิในรายได้ลดเพิ่มต่างกันไป ต่อให้แยกบัญชีรายได้โดยต่างคนต่างเปิดเอาไว้คนละธนาคารก็ต้องหารสองแบ่งครึ่งกัน และต่อให้เขาเป็นคนหารายได้ฝ่ายเดียว เราก็มีส่วนในฐานะสินสมรส แม้กฏหมายจะกำหนดเอาไว้อย่างนั้นก็ไม่ต้องการแบ่งครึ่งแบบเอาเป็นเอาตาย ถ้าจะใช้มากน้อยกันอย่างไรก็ทำได้เพราะเป็นกระเป๋าเดียวกัน อาการหารสองจะเกิดขึ้นในยามต้องเลิกหย่าร้างกันไป

ค่าใช้จ่ายภายในบ้าน

            แม้หน้าที่ตามกฏหมายคือร่วมกันรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายของครอบครัว แต่ในชีวิตจริงแล้วเป็นไปไม่ได้ที่จะแบ่งกันได้ชัดเจนในทุกรายการ การที่จะร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายไม่จำเป็นต้องหารสองเสมอไป และไม่ว่าจะตกลงกันไว้ในตอนแรกอย่างไร สถานการณ์ย่อมเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ผูกมัดตามกฏหมายว่าต้องทำตามที่วางแผนไว้ตลอด แต่ถ้าถูกเรียกร้องจากคนนอกให้ต้องจ่ายอะไรที่เป็นเรื่องของครอบครัวเมื่อไหร่ ต่อให้เราไม่ได้สร้างหนี้เอาไว้ก้ต้องรับผิดชอบต่อเจ้าหนี้ร่วมกับเขาในฐานะที่เป็นหนี้สินสมรส

ซื้อของให้แต่ใส่ชื่อฉัน

           เมื่อต้องถือกระเป๋าสตางค์ใบเดียวกันตามกฏหมายเวลาซื้ออะไรได้มาในระหว่างแต่งงานก็ต้องเป็นสินสมรสร่วมกัน ซึ่งไม่สำคัญว่าจะใส่ชื่อใครในเอกสารความเป็นเจ้าของนั้นหรือจ่ายจากเงินเดือนของใคร เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการฉวยโอกาสที่ไม่ใส่ชื่ออีกฝ่ายร่วมไปในเอกสาร

หนี้สินค้างจ่าย รายได้ค้างรับ

           หนี้สินส่วนตัวก็เรียกร้องเอาไว้กับลูกหนี้ได้ ไม่กระจายมาถึงคู่สมรสของลูกหนี้ แต่เจ้าหนี้เขาก็มีสทิธิจะเรียกร้องเอากับสินสมรสได้ ถ้าลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินเงินทองจ่ายแต่เจ้าหนี้เรียกได้ครึ่งหนึ่งของสินสมรสที่ฝ่ายลูกหนี้สิทธิเท่านั้น ส่วนรายได้เมื่อได้มาระหว่างแต่งงานก็ถือว่าเป็นสินสมรส ไม่ยกเว้นแม้กระทั่งกฏหมายจะให้เป็นสินสมรส แม้ว่าการเป็นหุ้นส่วนชีวิตไม่เหมือนกับการเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ แต่หากไม่คิดไว้ให้รอบคอบก็อาจมีการล้ำเส้นกันได้ ทำให้ชีวิตคู่ไม่เป็นไปอย่างตั้งใจ
           ได้ฟังเรื่องเงินๆทองๆ มาหลายประเด็นก็อย่างเพิ่งถอดใจกันไปนะคะ คิดเสียว่าเป็นเรื่องที่ต้องวางแผนไว้ เรื่องไหนที่วางแผนไม่ได้ก็ต้องเตรียมใจหรือทำใจว่าอาจมีความเสี่ยงของการได้เสีย แต่ทุกอย่างย่อมผ่าานไปได้ หากความรักที่มีให้กันอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจ ส่วนกฏหมายเป็นเพียงข้อมูลเพื่อให้การแต่งงานมีรากฐานที่แข็งแรงเท่านั้นค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก wedding magazing (may-june 2008)
เครดิตรูป pinterest.com, pexels.com