10 เรื่องที่บ่าวสาวควรตกลงกันก่อนจัดพิธีแต่งงาน

SHARE

           การที่คนสองคนจะมาเจอกันได้และตกลงแต่งงานกันนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต่างก็มาจากคนละครอบครัว การเป็นอยู่ การเลี้ยงดูแน่นอนว่าต้องแตกต่างกันอยู่แล้ว ตอนคบกันใหม่ๆ ก็อาจจะยังไม่รู้นิสัยที่แท้จริงของอีกฝ่าย แต่ถ้ามั่นใจและถึงขั้นตกลงแต่งงานกันนั้น ก็ควรที่ต้องศึกษาและเข้าใจอีกฝ่ายให้มากขึ้น ซึ่งเราก็มี 10  เรื่องราวที่บ่าวสาวจำเป็นต้องรู้ก่อนที่จะตัดสินใจจัดงานแต่งงาน บอกเลยว่ามันสามารถช่วยให้ชีวิตคู่ในวันข้างหน้าลงตัวอย่างแน่นอน การที่คนสองคนจะมาเจอกันได้และตกลงแต่งงานกันนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต่างก็มาจากคนละครอบครัว การเป็นอยู่ การเลี้ยงดูแน่นอนว่าต้องแตกต่างกันอยู่แล้ว ตอนคบกันใหม่ๆ ก็อาจจะยังไม่รู้นิสัยที่แท้จริงของอีกฝ่าย แต่ถ้ามั่นใจและถึงขั้นตกลงแต่งงานกันนั้น ก็ควรที่ต้องศึกษาและเข้าใจอีกฝ่ายให้มากขึ้น ซึ่งเราก็มี 10  เรื่องราวที่บ่าวสาวจำเป็นต้องรู้ก่อนที่จะตัดสินใจจัดงานแต่งงาน บอกเลยว่ามันสามารถช่วยให้ชีวิตคู่ในวันข้างหน้าลงตัวอย่างแน่นอน

1. พิธีแต่งงานและกฏหมาย   

           การจัดพิธีแต่งงานนั้นถือว่าเป็นการวัดใจกัน เป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตร่วมซึ่งจะต้องผ่านหลายขั้นตอน หลายพิธี และยังจะต้องผ่านความเห็นจากทั้ง 2 ครอบครัวอีกด้วย นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องของการ แสดงความเห็นตามประสบการณ์ของฝ่ายผู้ใหญ่  ซึ่งอาจจะตรงกันหรือไม่ตรงันตามความเชื่อในท้องถิ่นหรือตามภูมิภาค   
            ในเรื่องที่เกี่ยวข้องในส่วนของกฏหมาย กล่าวคือเมื่อเกิดการหมั้นแล้วย่อมมีผลผูกพันกัน ในทางกฏหมายนั้นไม่สามารถบังคับให้แต่งงานกันได้ แต่ถ้าหากฝ่ายชายมีการเบี้ยวขันหมาก ฝ่ายหญิงมีสิทธิืเรียกร้องค่าเสียหายทดแทน แต่ถ้าหากฝ่ายหญิงผิดสัญญาเกิดนอกใจไปมีความสัมพันธ์กับชายอื่นก่อนแต่งงาน ฝ่ายชายก็มีสิทธิ์เรียกร้อง หรือบอกเลิกสัญญาหมั้นได้เช่นกัน
    
2. เรื่องของการจดทะเบียนสมรส   
            การแต่งงานถือว่าเป็นการแสดงออกในทางพฤตินัยไม่มีผลในทางกฏหมาย หากแต่การจดทะเบียนสมรสนั้น เป็นการรับรองการเป็นสามีภรรยาที่มีผลผูกพันกันในทางกฏหมาย รวมถึงเรื่องของเงินทอง สินสมรส และสิทธิ์ที่ต้องพึงกระทำร่วมกัน  

3. เจ้าบ้าน/เจ้าของบ้าน 
 

            เมื่อมีบ้านเป็นของตนเองแล้ว จำเป็นต้องมี เจ้าบ้านกับลูกบ้าน ซึ่งตรงนี้ สามีและภรรยาจึงควรตกลงให้เข้าใจกันก่อนที่จะทำพิธีแต่งงาน คำว่า”เจ้าบ้าน” นั้นไม่ได้แปลว่าเป็นเจ้าของบ้าน หากแต่เป็นหน้าที่ดูแลผลทางทะเบียนเช่น ใครจะย้ายเข้าหรือย้ายออกจากทะเบียนบ้าน ต้องเป็นคนจัดการดูแลให้เรียบร้อย ดังนั้นเมื่อคนใดคนหนึ่งเป็นเจ้าของบ้าน จึงควรตกลงกันให้เรียบร้อยก่อนจะได้ไม่มีปัญหากันในภายหลัง

4. การใช้นามสกุล/เรื่องลูก 

            ใน พ.ศ. ผู้ที่จดทะเบียนสมรส สามารถตกลงกันได้ ว่าฝ่ายหญิงสามารถเลือกใช้นามสกุลเดิมของตนเองหรือทางฝ่ายของสามีก็ได้ ถึงแม้กฏหมายกำหนดไว้แบบนี้ แต่ก็ไม่เกี่ยวกับลูกที่จะเกิดมา เพราะข้อกฏหมายระบุว่า ลูกมีสิทธิ์ใช้นามสกุลของพ่อ

5. เรื่อนหอ/สินสมรส  

           เมื่อสามี ภรรยาทำพิธีแต่งงานกันเป็นที่เรียบร้อย อาจจะย้ายไปบ้านเพื่อสร้าง ครอบครัวใหม่ หรือเรียกกันว่า “เรือนหอ”  เรือนหอนั้น ต่อให้ซื้อร่วมกัน หรือหากซื้อไว้ก่อนแต่งงาน ก็พอจะอนุมานให้เป็นสินสมรสได้ แต่ก็ต้องอาศัยเอกสารหลักฐาน เพื่อความชัดเจนในความเป็นเจ้าของใน โฉนดที่ดิน แต่ถ้าซื้อหลังแต่งงานกัน ก็ถือว่าเป็นทรัพย์สินคนละครึ่ง ในฐานะสินสมรส แต่ถ้าพ่อแม่ของฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งยกบ้านให้ แต่ถ้าไม่ใส่ชื่อให้คบ ก็จะจบลงตรงที่ใครมีชื่อเป็นเจ้าของในโฉนดที่ดิน

 

       

6. เจ้าของสินทรัพย์
            ในกรณีที่ย้ายเข้ามาอยู่เรือนหอแล้ว จำเป็นต้องซื้อ ข้าวของอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้าน ถือว่าเป็นทรัพย์สินร่วมกัน ถึงแม้ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นคนซื้อ ก็ถือว่าเป็นสินสมรส ยกเว้น ของใช้ส่วนตัว เครื่องประดับ

7. รายจ่ายภายในบ้านควรหารสอง   
            ค่านำค่าไฟ ค่าใช้จ่ายจิปาถะต่างๆ ควรตกลงให้เรียบร้อย วิธีการง่ายๆคือใครที่มีรายได้มากว่าอาจจะต้องให้เป็นฝ่ายรับผิดชอบค่ายใช้จ่ายมากขึ้น แต่ส่วนที่เป็นเงินเก็บของทั้งคู่ (ในกรณีที่จดทะเบียนสมรส) ก็เป็นสิทธิ์ร่วมกันเพราะถือว่าเป็นสินสมรส 

8. หนี้สิน รายได้ รายจ่าย
           ก่อนแต่งงาน เมื่อฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งมีหนี้สินก่อนแต่งงาน ให้ถือว่าเป็นหนี้ส่วนตัว หรือหากว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าหนี้ ก็ถือว่ารายได้ที่จากการเป็นเจ้าหนี้นั้นเป็นสินส่วนตัวเช่นกัน เช่น ฝ่ายชาย เป็นเจ้าหนี้ นาย ก.เพื่อนในบริษัท  หลังจากที่ฝ่ายชายได้แต่งงานจดทะเบียนสมรส นาย ก.จึงเข้ามาใช้หนี้ คืนให้ ดังนั้นรายได้จากส่วนนี้ให้ถือว่าเป็นทรัพย์ส่วนตัวมิใช่ สินสมรส ในทางเดียวกัน หากฝ่ายชายมีหนี้สิน ให้ถือว่าหนี้สินนั้นเป็น หนี้ส่วนตีัวเพราะว่าเป็นที่เกิดขึ้นก่อนทำการสมรส

9. เมื่อพ่อแม่พี่น้องมาขออาศัย   
            เมื่อทั้งคู่แยกบ้านออกมาเป็นของตนเองแล้ว หากมีญาติมาเยี่ยมหรือมาขออาศัยอยู่ด้วย ก็อาจจะสร้างความลำบากใจได้ หากแต่บ้านเป็นสินสมรส ต่างก็มีสิทธิ์อนุญาติให้ใครก็ได้เข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านได้เช่นกัน แต่ตามหลักของกฏหมายนั้น ต้องทำอยู่ในขอบเขตของการเป็นเจ้าของ แต่ต้องไม่ทำให้เจ้าบ้านอีกฝ่านหนึ่งเดือดร้อน 

ขอบคุณข้อมูลจาก ผู้จัดการออนไลน์ 29 สค. 52
เครดิตภาพ unsplash.com